WordPress หรือเขียนเอง เลือกอย่างไรให้เหมาะกับเว็บบริษัท
คำตอบโดยสรุป
WordPress เหมาะกับเว็บไซต์บริษัทที่เน้นหน้าแนะนำและบทความ เพราะเริ่มได้เร็วและหาคนดูแลง่าย ส่วนการเขียนเองเหมาะกับเว็บที่มีระบบเฉพาะทางหรือต้องการควบคุมความเร็วและความปลอดภัยอย่างเต็มที่ เกณฑ์ง่ายที่สุดคือถ้าต้องติดตั้งปลั๊กอินเกิน 15 ตัวเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ควรพิจารณาเขียนเอง
สรุปประเด็นสำคัญ
- WordPress เริ่มได้เร็วกว่าและหาคนดูแลต่อง่ายกว่า
- การเขียนเองควบคุมความเร็วและความปลอดภัยได้มากกว่า และไม่ต้องพึ่งปลั๊กอินของคนอื่น
- ต้นทุนจริงของ WordPress อยู่ที่ค่าปลั๊กอินรายปีและเวลาที่ใช้อัปเดต ไม่ใช่ค่าติดตั้งครั้งแรก
- ถ้าต้องใช้ปลั๊กอินเกิน 15 ตัวเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ แปลว่ากำลังฝืนเครื่องมือ
คำถามนี้มักถูกตอบด้วยความชอบส่วนตัวของผู้พัฒนามากกว่าความเหมาะสมกับงาน ความจริงคือทั้งสองทางเลือกดีคนละแบบ และตัดสินได้จากลักษณะเว็บไซต์ที่ต้องการ ไม่ใช่จากว่าเทคโนโลยีไหนใหม่กว่า
WordPress กับการเขียนเองต่างกันตรงไหน
WordPress คือระบบจัดการเนื้อหาสำเร็จรูปที่ติดตั้งแล้วใช้ได้ทันที มีธีมและปลั๊กอินให้เลือกจำนวนมาก (ดูรายละเอียดโครงการได้ที่เว็บไซต์ทางการของ WordPress) ส่วนการเขียนเองคือการพัฒนาเว็บไซต์ขึ้นใหม่ตามความต้องการเฉพาะ โดยมีเฉพาะฟังก์ชันที่จำเป็นจริง
| หัวข้อ | WordPress | เขียนเอง |
|---|---|---|
| ระยะเวลาเริ่มต้น | 2-4 สัปดาห์ | 6-12 สัปดาห์ |
| ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น | ต่ำกว่า | สูงกว่า |
| ค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง | ค่าปลั๊กอินและธีมรายปี | ค่าโฮสติ้งและค่าดูแล |
| ความเร็วหน้าเว็บ | ขึ้นกับจำนวนปลั๊กอิน | ควบคุมได้เต็มที่ |
| ความปลอดภัย | ต้องอัปเดตสม่ำเสมอ เป็นเป้าโจมตีบ่อย | พื้นที่ถูกโจมตีน้อยกว่า |
| หาคนดูแลต่อ | ง่ายมาก | ต้องใช้ผู้พัฒนาที่อ่านโค้ดได้ |
| ฟังก์ชันเฉพาะทาง | ทำได้เท่าที่มีปลั๊กอิน | ทำได้ตามต้องการ |
เว็บไซต์แบบไหนเหมาะกับ WordPress
ถ้าเว็บไซต์ของคุณคือหน้าแนะนำบริษัท หน้าบริการ และบล็อกที่อัปเดตเป็นประจำ WordPress ตอบโจทย์ได้ครบและประหยัดกว่า ข้อดีที่สำคัญที่สุดคือถ้าวันหนึ่งเปลี่ยนผู้ดูแล คุณจะหาคนรับช่วงต่อได้ง่ายกว่ามาก ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่หลายบริษัทมองข้าม
เว็บไซต์แบบไหนควรเขียนเอง
เว็บที่ควรเขียนเองคือเว็บที่มีตรรกะทางธุรกิจของตัวเอง เช่น ระบบคำนวณราคา ระบบจอง หรือเว็บที่ต้องดึงข้อมูลจากระบบภายในองค์กร รวมถึงเว็บที่ความเร็วมีผลกับรายได้โดยตรง เพราะการเขียนเองตัดโค้ดที่ไม่ได้ใช้ออกไปได้ทั้งหมด งานลักษณะนี้ตรงกับบริการรับพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ตามความต้องการมากกว่างานเว็บทั่วไป
ค่าใช้จ่ายระยะยาวต่างกันแค่ไหน
ค่าติดตั้งครั้งแรกของ WordPress ถูกกว่าชัดเจน แต่ต้นทุนที่คนมักลืมคิดคือค่าลิขสิทธิ์ปลั๊กอินและธีมรายปี ซึ่งรวมกันมักอยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อปี บวกกับเวลาที่ต้องใช้ทดสอบทุกครั้งที่อัปเดต เพราะปลั๊กอินคนละเจ้าอาจชนกันเองได้ ส่วนเว็บที่เขียนเองมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องเป็นค่าโฮสติ้งและค่าดูแลเป็นหลัก ตัวเลขเปรียบเทียบต่อโครงการดูได้ที่ทำเว็บไซต์บริษัทราคาเท่าไหร่
ความปลอดภัยและการดูแลต่างกันอย่างไร
WordPress ถูกใช้งานทั่วโลกจำนวนมาก จึงเป็นเป้าหมายการโจมตีอัตโนมัติเป็นประจำ ช่องโหว่ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัว WordPress เอง แต่อยู่ที่ปลั๊กอินที่เจ้าของเว็บติดตั้งไว้แล้วไม่ได้อัปเดต เว็บ WordPress ที่ปล่อยไว้ไม่อัปเดตเกินหนึ่งปีมีความเสี่ยงสูงมาก ส่วนเว็บที่เขียนเองมีพื้นที่ถูกโจมตีน้อยกว่าเพราะโค้ดไม่ได้เปิดเผยและไม่มีปลั๊กอินของบุคคลที่สาม แต่ก็ยังต้องอัปเดตเฟรมเวิร์กและไลบรารีตามรอบเช่นกัน
สรุปเลือกอย่างไร
ก่อนตัดสิน ควรแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่เป็นข้อจำกัดของเครื่องมือจริง กับสิ่งที่เป็นผลจากการทำไว้ไม่ดี เว็บ WordPress ที่ช้าเพราะติดตั้งปลั๊กอินซ้ำซ้อนหรือใช้ธีมที่หนักเกินจำเป็น แก้ได้ด้วยการล้างปลั๊กอินและเปลี่ยนธีมโดยไม่ต้องเขียนใหม่ทั้งเว็บ ส่วนเว็บที่เขียนเองแต่ไม่มีเอกสารและไม่มีใครดูแลต่อได้ ก็สร้างปัญหาไม่ต่างจากเว็บที่ทำไว้ไม่ดี ทางเลือกไหนก็ตาม คุณภาพของการดูแลระยะยาวมีผลกับผลลัพธ์มากกว่าเทคโนโลยีที่เลือกใช้
ใช้เกณฑ์ 4 ข้อนี้ตัดสิน
- เว็บนี้มีตรรกะทางธุรกิจของตัวเองหรือไม่ ถ้ามี ให้เขียนเอง
- ต้องใช้ปลั๊กอินกี่ตัวจึงจะได้สิ่งที่ต้องการ ถ้าเกิน 15 ตัว แปลว่ากำลังฝืนเครื่องมือ
- ใครจะดูแลเว็บใน 3 ปีข้างหน้า ถ้ายังไม่มีคำตอบ WordPress ปลอดภัยกว่า
- ความเร็วมีผลกับรายได้แค่ไหน ถ้ามีผลตรง ๆ การเขียนเองคุ้มกว่า
ย้ายจาก WordPress ไปเว็บที่เขียนเองต้องเตรียมอะไร
องค์กรที่ใช้ WordPress มานานแล้วเริ่มอึดอัด มักไม่ได้ต้องการเขียนใหม่ทั้งหมดในทันที สิ่งที่ควรทำก่อนคือแยกให้ออกว่าปัญหาที่เจออยู่เกิดจากตัว WordPress จริงหรือเกิดจากวิธีที่เว็บถูกทำไว้ เว็บที่ช้าเพราะติดตั้งปลั๊กอินซ้ำซ้อนหรือใช้ธีมที่หนักเกินจำเป็น แก้ได้โดยไม่ต้องเขียนใหม่ แต่ถ้าปัญหาคือทำสิ่งที่ธุรกิจต้องการไม่ได้เพราะไม่มีปลั๊กอินตัวไหนตอบโจทย์ นั่นเป็นข้อจำกัดของเครื่องมือจริง
เมื่อตัดสินใจย้ายแล้ว สิ่งที่ต้องเตรียมมีสามอย่าง อย่างแรกคือรายการ URL ทั้งหมดของเว็บเดิม เพื่อทำ redirect ให้ครบและไม่เสียอันดับที่สะสมไว้ อย่างที่สองคือส่งออกเนื้อหาและรูปทั้งหมดออกมาก่อน พร้อมตรวจว่าไฟล์รูปต้นฉบับยังอยู่ครบหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดที่หลายเว็บพบว่าหายไปแล้ว และอย่างที่สามคือบันทึกโครงสร้างข้อมูลที่ใช้อยู่ เช่น ประเภทเนื้อหาและช่องข้อมูลเพิ่มเติมที่ปลั๊กอินสร้างไว้ เพราะข้อมูลส่วนนี้มักกระจายอยู่ในตารางของปลั๊กอินคนละตัวและย้ายยากที่สุด
ถ้าเลือก WordPress ควรทำอะไรให้เว็บอยู่ได้นาน
WordPress ที่ดูแลดีอยู่ได้หลายปีโดยไม่มีปัญหา หลักปฏิบัติที่ช่วยได้มากที่สุดคือควบคุมจำนวนปลั๊กอินให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ และเลือกเฉพาะปลั๊กอินที่ยังมีการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ ปลั๊กอินที่ไม่ได้อัปเดตเกินหนึ่งปีควรถือว่าเป็นความเสี่ยง ควรตั้งรอบอัปเดตประจำเดือนและสำรองข้อมูลก่อนอัปเดตทุกครั้ง โดยเก็บไฟล์สำรองไว้นอกเครื่องเซิร์ฟเวอร์เดียวกัน เพราะไฟล์สำรองที่อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกเจาะไปพร้อมกันนั้นใช้กู้อะไรไม่ได้ นอกจากนี้ควรจำกัดจำนวนบัญชีที่มีสิทธิ์ผู้ดูแลระบบไว้เท่าที่จำเป็น และปิดการแก้ไขไฟล์ธีมจากหน้าหลังบ้าน ซึ่งเป็นช่องทางที่ผู้บุกรุกใช้ฝังโค้ดบ่อยที่สุดเมื่อยึดบัญชีได้แล้ว
ถ้ายังไม่แน่ใจ ส่งรายการสิ่งที่อยากให้เว็บทำได้มาให้เราดู เราจะบอกตรง ๆ ว่างานของคุณควรใช้ทางไหน ดูรายละเอียดได้ที่บริการรับทำเว็บไซต์บริษัท
คำถามที่ควรถามผู้พัฒนาก่อนตัดสินใจ
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน คำถามชุดเดียวกันนี้ช่วยให้เห็นความต่างระหว่างผู้พัฒนาแต่ละเจ้าได้เร็วที่สุด ข้อแรกคือถ้าเว็บนี้ต้องเพิ่มฟังก์ชันใหม่ในปีหน้า จะทำอย่างไรและคิดราคาแบบไหน ข้อที่สองคือถ้าวันหนึ่งบริษัทเปลี่ยนผู้ดูแล คนใหม่จะรับช่วงต่อได้อย่างไร มีเอกสารอะไรส่งมอบบ้าง ข้อที่สามคือระบบจะได้รับการอัปเดตความปลอดภัยอย่างไรหลังหมดระยะรับประกัน และข้อสุดท้ายคือถ้าเว็บล่มนอกเวลาทำการ ติดต่อใครและคาดหวังเวลาตอบกลับได้เท่าไร
ผู้พัฒนาที่ตอบสี่ข้อนี้ได้ชัดเจนมักเป็นผู้พัฒนาที่ทำงานกับลูกค้าระยะยาวจริง ส่วนผู้ที่เลี่ยงตอบมักเป็นผู้ที่คิดถึงงานนี้เป็นงานจบครั้งเดียว ความต่างตรงนี้สำคัญกว่าการเลือกระหว่าง WordPress กับการเขียนเองเสียอีก เพราะเว็บไซต์เป็นสิ่งที่ต้องอยู่กับธุรกิจไปอีกหลายปี และต้นทุนที่แท้จริงเกิดขึ้นในช่วงหลายปีนั้น ไม่ใช่ในวันที่ส่งมอบ
สรุปสั้นที่สุดคือ เลือก WordPress เมื่อเว็บของคุณคือเว็บแนะนำบริษัทและบทความ ที่ต้องการเริ่มเร็วและหาคนดูแลต่อได้ง่าย และเลือกเขียนเองเมื่อเว็บมีตรรกะทางธุรกิจของตัวเอง หรือความเร็วมีผลกับรายได้โดยตรง สิ่งที่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินคือความใหม่ของเทคโนโลยี เพราะเว็บที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจคือเว็บที่ทีมของคุณดูแลต่อได้จริงในอีกสามปีข้างหน้า และไม่ว่าจะเลือกทางไหน สิ่งที่ควรกันงบไว้เท่ากันคือค่าดูแลรายปี เพราะเว็บที่ไม่ได้อัปเดตเป็นความเสี่ยงเหมือนกันทั้งสองแบบ ต่างกันแค่ว่า WordPress จะถูกโจมตีด้วยเครื่องมืออัตโนมัติเร็วกว่า จึงต้องอาศัยวินัยในการอัปเดตมากกว่า ส่วนเว็บที่เขียนเองต้องอาศัยการมีคนที่อ่านโค้ดได้อยู่ใกล้ตัว ทั้งสองอย่างเป็นต้นทุนที่ควรตัดสินใจตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่วันที่เกิดปัญหาแล้ว
SiamSoft