ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SiamSoft
พัฒนาเว็บไซต์

ทำเว็บไซต์บริษัทราคาเท่าไหร่ แยกตามประเภทและสิ่งที่ได้รับ

โดย ทีมงาน SiamSoft อ่าน 7 นาที
คนสองคนนั่งคุยใบเสนอราคาทำเว็บไซต์กันที่โต๊ะประชุม

คำตอบโดยสรุป

เว็บไซต์บริษัทในไทยมีราคาประมาณ 15,000-50,000 บาทสำหรับเว็บแนะนำบริษัททั่วไป 50,000-150,000 บาทสำหรับเว็บที่ออกแบบเฉพาะพร้อมระบบจัดการเนื้อหา และ 150,000 บาทขึ้นไปสำหรับเว็บที่มีระบบเฉพาะทาง ปัจจัยที่ทำให้ราคาต่างกันมากที่สุดคือจำนวนหน้า งานออกแบบ และฟังก์ชันพิเศษ

สรุปประเด็นสำคัญ

  • เว็บไซต์บริษัททั่วไปอยู่ที่ 15,000-50,000 บาท
  • ราคาขึ้นกับจำนวนหน้า งานออกแบบ และฟังก์ชันพิเศษเป็นหลัก
  • ต้องถามให้ชัดว่าราคารวมค่าโดเมน โฮสติ้ง และการดูแลปีแรกหรือไม่
  • ราคาถูกผิดปกติมักแลกมาด้วยเทมเพลตสำเร็จรูปและไม่มีการดูแลหลังส่งมอบ

คำถามแรกที่เกือบทุกบริษัทถามคือ "ทำเว็บไซต์ราคาเท่าไหร่" คำตอบตรงไปตรงมาคือขึ้นอยู่กับขอบเขตงาน บทความนี้จึงแยกราคาตามประเภทให้เห็นภาพชัด

ช่วงราคาทำเว็บไซต์ในไทย

ประเภทเว็บไซต์ช่วงราคาเหมาะกับ
เว็บแนะนำบริษัท (เทมเพลต)15,000-30,000 บาทธุรกิจเริ่มต้นที่ต้องการมีหน้าเว็บ
เว็บบริษัทออกแบบเฉพาะ30,000-80,000 บาทบริษัทที่ต้องการภาพลักษณ์เฉพาะตัว
เว็บพร้อมระบบเฉพาะทาง80,000-250,000 บาทธุรกิจที่ต้องการระบบจอง สมาชิก หรือรายงาน
เว็บอีคอมเมิร์ซ60,000-300,000 บาทธุรกิจที่ขายสินค้าออนไลน์

อะไรทำให้ราคาต่างกัน

  1. จำนวนหน้า เว็บ 5 หน้ากับ 30 หน้าใช้เวลาต่างกันมาก
  2. งานออกแบบ ใช้เทมเพลตสำเร็จรูปถูกกว่าออกแบบใหม่ทั้งหมด
  3. ฟังก์ชันพิเศษ ระบบจอง ระบบสมาชิก หรือการเชื่อมต่อกับระบบอื่นเพิ่มงานพัฒนา
  4. เนื้อหา ถ้าให้ผู้พัฒนาเขียนเนื้อหาและถ่ายภาพให้ ราคาจะเพิ่ม
  5. ภาษา เว็บสองภาษาเพิ่มงานประมาณ 30-40%

ราคานี้รวมอะไรบ้าง

ใบเสนอราคาสองใบที่ตัวเลขเท่ากันอาจให้ของไม่เท่ากันเลย เพราะแต่ละเจ้านับขอบเขตไม่เหมือนกัน สิ่งที่ควรเทียบทีละข้อก่อนตัดสินคือรายการต่อไปนี้

รายการมักรวมอยู่แล้วมักคิดเพิ่ม
ออกแบบหน้าจอตามจำนวนแบบที่ตกลงแก้แบบเกินจำนวนรอบ
ระบบจัดการเนื้อหาส่วนใหญ่รวมสิทธิ์ผู้ใช้หลายระดับ
เนื้อหาและรูปภาพไม่รวมเขียนเนื้อหาและถ่ายภาพให้
โดเมนและโฮสติ้งบางเจ้ารวมปีแรกปีถัดไปทั้งหมด
ติดตั้ง Analyticsส่วนใหญ่รวมตั้งค่าการวัดผลเชิงลึก
ภาษาที่สองไม่รวมเพิ่มประมาณ 30-40%
ดูแลหลังส่งมอบรับประกันข้อผิดพลาด 3-6 เดือนดูแลรายปีหลังหมดประกัน

ค่าใช้จ่ายต่อเนื่องหลังเว็บขึ้นแล้ว

ค่าทำเว็บเป็นค่าใช้จ่ายก้อนเดียว แต่เว็บไซต์เป็นสิ่งที่มีค่าใช้จ่ายรายปีเสมอ ก้อนแรกคือค่าโดเมนซึ่งอยู่ที่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปีแล้วแต่นามสกุล ก้อนที่สองคือค่าโฮสติ้งซึ่งเว็บบริษัททั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2,000-10,000 บาทต่อปี และก้อนที่สามคือค่าดูแลรายปี ซึ่งครอบคลุมการอัปเดตความปลอดภัย การสำรองข้อมูล และการแก้ปัญหาเมื่อเว็บล่ม ก้อนสุดท้ายนี้เป็นก้อนที่หลายบริษัทตัดออกเพื่อประหยัด แล้วมาเสียเงินก้อนใหญ่กว่าตอนเว็บถูกเจาะ หรือตอนที่ต้องกู้ข้อมูลกลับมาโดยไม่มีไฟล์สำรอง

ราคาถูกผิดปกติแลกมาด้วยอะไร

ราคาที่ต่ำกว่าตลาดมากมักไม่ได้แปลว่าผู้พัฒนาเก่งกว่าหรือมีต้นทุนต่ำกว่า แต่แปลว่ามีบางอย่างถูกตัดออก ซึ่งมักเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นในวันส่งมอบ สิ่งที่ถูกตัดบ่อยที่สุดมีดังนี้

  1. ใช้เทมเพลตสำเร็จรูปโดยไม่ปรับโครงสร้างเนื้อหาให้เข้ากับธุรกิจ
  2. ไม่ทำระบบจัดการเนื้อหา ทำให้ต้องจ้างแก้ทุกครั้งที่เปลี่ยนข้อความ
  3. ไม่ปรับความเร็วและโครงสร้าง SEO ซึ่งเป็นงานที่ไม่เห็นผลทันทีแต่มีผลระยะยาว
  4. ไม่มีการรับประกันแก้ไขข้อผิดพลาดหลังส่งมอบ
  5. ไม่ส่งมอบสิทธิ์เข้าถึงโดเมน โฮสติ้ง และซอร์สโค้ด ทำให้ย้ายผู้ดูแลไม่ได้

ข้อสุดท้ายเป็นข้อที่สร้างปัญหาหนักที่สุด เพราะกว่าจะรู้ตัวก็ต่อเมื่ออยากเปลี่ยนผู้ดูแลแล้วพบว่าทำไม่ได้ ข้อนี้จึงควรระบุในสัญญาให้ชัดตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน

ควรตั้งงบเท่าไรถึงจะพอดี

วิธีตั้งงบที่ใช้ได้จริงคือเริ่มจากสิ่งที่อยากให้เว็บทำ ไม่ใช่เริ่มจากตัวเลขที่อยากจ่าย ให้เขียนรายการหน้าทั้งหมดที่ต้องมี แล้วแยกออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มที่ต้องมีตั้งแต่วันแรก กับกลุ่มที่รอเฟสสองได้ จากนั้นจึงขอใบเสนอราคาเฉพาะกลุ่มแรก วิธีนี้ทำให้ได้เว็บที่ใช้งานได้จริงเร็วกว่า และเหลืองบไว้ปรับปรุงหลังจากเห็นข้อมูลผู้เข้าชมจริงแล้ว ซึ่งมีค่ามากกว่าการเดาตั้งแต่ต้นว่าอะไรจำเป็น สำหรับบริษัทส่วนใหญ่ งบที่ทำให้ได้เว็บที่ใช้งานได้จริงและดูแลต่อได้อยู่ที่ประมาณ 40,000-80,000 บาทสำหรับปีแรก รวมค่าดูแลแล้ว

ทำเว็บเองกับจ้างทำ ต่างกันที่ต้นทุนอะไร

เครื่องมือสร้างเว็บสำเร็จรูปทำให้การทำเว็บเองเป็นทางเลือกที่มีอยู่จริงสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ค่าใช้จ่ายที่เห็นคือค่าบริการรายเดือนหลักร้อยถึงหลักพันบาท ซึ่งถูกกว่าการจ้างทำชัดเจน แต่ต้นทุนที่ไม่ได้อยู่ในใบเสร็จคือเวลาของเจ้าของธุรกิจ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดที่สุด การทำเว็บบริษัทให้เสร็จจริงด้วยตัวเองมักใช้เวลา 40-80 ชั่วโมงสำหรับคนที่ไม่เคยทำมาก่อน รวมทั้งการเขียนเนื้อหา จัดหน้า หารูป และแก้ปัญหาระหว่างทาง

เกณฑ์ตัดสินที่ใช้ได้จริงคือดูว่าเว็บไซต์มีบทบาทอะไรกับรายได้ ถ้าเว็บเป็นเพียงที่ให้ลูกค้าเช็กว่ามีตัวตนจริงและหาเบอร์โทรได้ การทำเองก็เพียงพอ แต่ถ้าเว็บคือช่องทางหลักที่ลูกค้าใหม่เข้ามา และคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันลงทุนกับเว็บอย่างจริงจัง การจ้างทำจะคุ้มกว่าเพราะได้ทั้งโครงสร้างที่ค้นหาเจอและเวลาคืนกลับมาทำธุรกิจ ทางสายกลางที่หลายธุรกิจใช้คือจ้างทำโครงสร้างและหน้าหลักให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น แล้วดูแลเนื้อหาเองผ่านระบบจัดการหลังบ้าน ซึ่งลดค่าใช้จ่ายระยะยาวโดยไม่เสียคุณภาพของฐานที่วางไว้

คำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจ

ราคาที่เห็นมักไม่ได้รวมทุกอย่าง ก่อนตกลงควรถามให้ชัดว่ารวมค่าโดเมนและโฮสติ้งปีแรกหรือไม่ (ค่าจดโดเมน .co.th ตรวจสอบได้จากนายทะเบียนภายใต้ THNIC ซึ่งเป็นผู้ดูแลโดเมน .th) มีการรับประกันแก้ไขข้อผิดพลาดกี่เดือน ซอร์สโค้ดเป็นของใคร และหลังส่งมอบแล้วแก้ไขเนื้อหาเองได้หรือต้องจ่ายเพิ่มทุกครั้ง ค่าใช้จ่ายต่อเนื่องหลังส่งมอบอ่านเพิ่มได้ที่บริการดูแลและปรับปรุงเว็บไซต์รายปี

จ่ายเงินเป็นงวดอย่างไรให้ปลอดภัยทั้งสองฝ่าย

มาตรฐานในไทยคือแบ่งจ่าย 2-3 งวดตามความคืบหน้า ซึ่งปกป้องทั้งสองฝ่ายได้ดีกว่าการจ่ายเต็มก้อนเดียว รูปแบบที่ใช้กันทั่วไปคือ 40% เมื่อเริ่มงาน 30% เมื่อยืนยันแบบ และ 30% เมื่อส่งมอบ สิ่งที่ต้องระวังคือการผูกงวดสุดท้ายไว้กับคำว่าส่งมอบเฉย ๆ โดยไม่นิยามว่าอะไรคือส่งมอบเสร็จ ควรเขียนให้ชัดว่างวดสุดท้ายจ่ายเมื่อเว็บขึ้นโดเมนจริง ทดสอบตามรายการที่ตกลงกันผ่านครบ และส่งมอบสิทธิ์เข้าถึงทั้งหมดแล้ว การนิยามแบบนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าเมื่อไรงานจบ และตัดปัญหาการค้างงวดสุดท้ายไว้เป็นปีซึ่งเป็นข้อพิพาทที่พบบ่อยที่สุดในงานประเภทนี้

สัญญาควรมีอะไรบ้าง

สัญญาไม่จำเป็นต้องยาว แต่ต้องมีหกข้อนี้ครบ

  1. ขอบเขตงานที่ระบุจำนวนหน้าและฟังก์ชัน พร้อมรายการสิ่งที่ไม่ได้รวมอยู่ในงาน
  2. จำนวนรอบแก้ไขในขั้นออกแบบ และค่าใช้จ่ายเมื่อเกินจากนั้น
  3. กำหนดส่งมอบและผลเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำให้ล่าช้า
  4. กรรมสิทธิ์ในซอร์สโค้ด เนื้อหา และภาพที่ใช้
  5. ระยะเวลารับประกันแก้ไขข้อผิดพลาดและสิ่งที่ไม่นับเป็นข้อผิดพลาด
  6. การส่งมอบสิทธิ์เข้าถึงโดเมน โฮสติ้ง และระบบจัดการเนื้อหาทั้งหมด

ข้อ 4 และข้อ 6 เป็นสองข้อที่คนมักไม่ได้อ่านตอนเซ็น แต่เป็นสองข้อที่กำหนดว่าอนาคตคุณจะเปลี่ยนผู้ดูแลได้หรือไม่ ถ้าผู้พัฒนาไม่ยอมระบุสองข้อนี้ให้ชัด นั่นเป็นสัญญาณที่ควรพิจารณาให้ดีก่อนตกลง

ขั้นตอนถัดไป

เมื่อรู้ช่วงราคาแล้ว สิ่งที่ควรดูต่อคือกระบวนการทำงานและเทคโนโลยีที่จะใช้ ดูได้จากบทความ ขั้นตอนทำเว็บไซต์บริษัท 7 ขั้น และ WordPress กับการเขียนเอง เลือกอย่างไร หรือขอใบเสนอราคาจากบริการรับทำเว็บไซต์บริษัทของเราได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เวลาเปรียบเทียบใบเสนอราคาหลายเจ้า แนะนำให้ส่งโจทย์ชุดเดียวกันให้ทุกเจ้า และขอให้แยกราคาเป็นรายการย่อยแทนการเสนอเป็นก้อนเดียว เพราะการเห็นรายการย่อยทำให้รู้ว่าราคาที่ต่างกันมาจากขอบเขตที่ต่างกันหรือมาจากค่าแรงที่ต่างกัน ซึ่งเป็นสองเรื่องที่ควรตัดสินใจคนละแบบ และควรระวังใบเสนอราคาที่ถูกกว่าเจ้าอื่นมากเป็นพิเศษ เพราะมักหมายความว่าเข้าใจขอบเขตงานไม่ตรงกัน ซึ่งจะกลายเป็นการขอเพิ่มงบระหว่างทางในภายหลัง

คำถามที่พบบ่อย

ทำเว็บไซต์ราคาถูกที่สุดเท่าไหร่?
เว็บไซต์แนะนำบริษัทที่ใช้เทมเพลตสำเร็จรูปเริ่มต้นประมาณ 15,000 บาท แต่ควรตรวจสอบว่าราคานี้รวมระบบจัดการเนื้อหา การรองรับมือถือ และการดูแลหลังส่งมอบหรือไม่ เพราะหลายเจ้าคิดแยก
ค่าดูแลเว็บไซต์รายปีคืออะไร จำเป็นไหม?
ค่าดูแลรายปีครอบคลุมค่าโดเมน โฮสติ้ง การสำรองข้อมูล และการอัปเดตความปลอดภัย โดยทั่วไปอยู่ที่ 5,000-20,000 บาทต่อปี เป็นสิ่งจำเป็นเพราะเว็บไซต์ที่ไม่ได้อัปเดตมีความเสี่ยงถูกเจาะระบบสูง
จ่ายเงินอย่างไร ต้องจ่ายเต็มก่อนไหม?
มาตรฐานในไทยคือแบ่งจ่าย 2-3 งวดตามความคืบหน้า เช่น 40% เมื่อเริ่มงาน 30% เมื่อยืนยันแบบ และ 30% เมื่อส่งมอบ ไม่ควรจ่ายเต็มจำนวนตั้งแต่ต้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนทำเว็บไซต์บริษัท 7 ขั้น ตั้งแต่คุยงานจนขึ้นเว็บจริง

ลำดับการทำงานจริงของโครงการเว็บไซต์บริษัท พร้อมบอกว่าแต่ละขั้นใช้เวลาเท่าไหร่ และฝั่งลูกค้าต้องเตรียมอะไรบ้าง

อ่าน 7 นาที

WordPress หรือเขียนเอง เลือกอย่างไรให้เหมาะกับเว็บบริษัท

เปรียบเทียบการทำเว็บไซต์บริษัทด้วย WordPress กับการเขียนเอง ทั้งค่าใช้จ่าย ความเร็ว ความปลอดภัย และภาระการดูแลระยะยาว

อ่าน 7 นาที
ทีมงานประชุมวางแผนโครงการซอฟต์แวร์ร่วมกับลูกค้า

มีคำถามเพิ่มเติมไหม

ถ้าบทความนี้ยังไม่ตอบคำถามของคุณ ทักมาถามเราได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่าย

  • ตอบกลับภายใน 1 วันทำการ
  • ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • ไม่มีการบังคับซื้อ