ATS คืออะไร ทำไมฝ่ายบุคคลถึงควรใช้ระบบรับสมัครงานออนไลน์
คำตอบโดยสรุป
ATS (Applicant Tracking System) คือระบบติดตามผู้สมัครงานที่รวมใบสมัครจากทุกช่องทางไว้ที่เดียว คัดกรองตามเงื่อนไขอัตโนมัติ และติดตามสถานะผู้สมัครตั้งแต่รับใบสมัครจนถึงเสนองาน ช่วยลดเวลาคัดกรองรอบแรกของฝ่ายบุคคลได้ประมาณครึ่งหนึ่ง
สรุปประเด็นสำคัญ
- ATS ย่อมาจาก Applicant Tracking System หรือระบบติดตามผู้สมัครงาน
- รวมใบสมัครจากทุกช่องทางไว้ที่เดียว ไม่ต้องไล่หาในอีเมล
- คัดกรองตามเงื่อนไขได้อัตโนมัติ ลดเวลาคัดกรองรอบแรก
- เก็บประวัติผู้สมัครเดิมไว้ใช้ในตำแหน่งอื่นได้
ฝ่ายบุคคลที่รับสมัครงานหลายตำแหน่งพร้อมกันมักเจอปัญหาเดียวกัน คือใบสมัครกระจายอยู่ในอีเมลหลายฉบับ ไม่รู้ว่าใครสัมภาษณ์ไปแล้วบ้าง และหาประวัติผู้สมัครเก่าไม่เจอเมื่อมีตำแหน่งใหม่เปิด
ATS คืออะไร
ATS ย่อมาจาก Applicant Tracking System แปลตรงตัวว่าระบบติดตามผู้สมัครงาน ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของกระบวนการสรรหาทั้งหมด ตั้งแต่ประกาศงาน รับใบสมัคร คัดกรอง นัดสัมภาษณ์ ไปจนถึงเสนองาน
ATS ช่วยลดงานอะไรได้บ้าง
- รวมใบสมัครไว้ที่เดียว ไม่ว่าผู้สมัครจะมาจากเว็บไซต์บริษัท เว็บหางาน หรือการแนะนำ
- คัดกรองอัตโนมัติ ตั้งเงื่อนไขขั้นต่ำเรื่องประสบการณ์ วุฒิ และเงินเดือนที่คาดหวัง
- เห็นสถานะทุกคนในหน้าเดียว รู้ทันทีว่าใครรอสัมภาษณ์ ใครรอผล
- เก็บฐานข้อมูลผู้สมัคร ค้นหาผู้สมัครเก่าที่เคยสมัครไว้เมื่อมีตำแหน่งที่เหมาะ
- วัดผลการสรรหา รู้ว่าช่องทางไหนได้ผู้สมัครคุณภาพและตำแหน่งไหนใช้เวลานาน
ATS ทำงานอย่างไรตั้งแต่ประกาศงานถึงเสนองาน
ประโยชน์ของ ATS เห็นชัดที่สุดเมื่อดูเป็นเส้นทางทั้งเส้น ไม่ใช่ดูทีละฟีเจอร์ ตารางนี้เทียบว่าแต่ละขั้นตอนของการสรรหาเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อมีระบบเข้ามา
| ขั้นตอน | ทำด้วยอีเมลและ Excel | ทำผ่าน ATS |
|---|---|---|
| ประกาศงาน | ลงทีละช่องทางด้วยมือ | ประกาศครั้งเดียวกระจายหลายช่องทาง |
| รับใบสมัคร | กระจายในกล่องอีเมลหลายคน | รวมเข้าฐานข้อมูลเดียว |
| คัดกรองรอบแรก | เปิดอ่านทีละไฟล์ | กรองตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ |
| นัดสัมภาษณ์ | ส่งอีเมลและนัดเวลาเอง | ส่งลิงก์เลือกเวลาให้ผู้สมัคร |
| เก็บความเห็นผู้สัมภาษณ์ | อยู่ในกระดาษหรือแชท | ผูกไว้กับโปรไฟล์ผู้สมัคร |
| ติดตามสถานะ | ต้องถามกันไปมา | เห็นทุกคนในหน้าจอเดียว |
| ค้นผู้สมัครเก่า | แทบทำไม่ได้ | ค้นจากทักษะหรือตำแหน่งเดิมได้ |
ตัวเลขที่ฝ่ายบุคคลควรวัด
ข้อดีที่พูดถึงกันน้อยแต่มีผลระยะยาวที่สุดคือ ATS ทำให้การสรรหาวัดผลได้ จากเดิมที่ตอบผู้บริหารได้แค่ความรู้สึก ตัวเลขที่ควรเริ่มดูมีสี่ตัว ตัวแรกคือระยะเวลาปิดตำแหน่ง นับจากวันเปิดรับถึงวันที่ผู้สมัครตอบรับ ตัวที่สองคือจำนวนใบสมัครต่อหนึ่งตำแหน่ง ซึ่งบอกว่าประกาศน่าสนใจพอหรือไม่ ตัวที่สามคือสัดส่วนผู้สมัครที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ ซึ่งบอกว่าประกาศสื่อสารคุณสมบัติชัดหรือยัง และตัวที่สี่คือช่องทางที่ได้ผู้สมัครที่ถูกจ้างจริง ซึ่งเป็นตัวเดียวที่บอกว่าควรเอางบไปลงที่ไหน เมื่อมีตัวเลขสี่ตัวนี้ต่อเนื่องสัก 6 เดือน การตัดสินใจเรื่องงบสรรหาจะเปลี่ยนจากการเดาเป็นการเลือก
องค์กรขนาดไหนถึงคุ้มที่จะใช้
โดยทั่วไปองค์กรที่รับสมัครมากกว่า 20 ตำแหน่งต่อปี หรือได้รับใบสมัครเกิน 50 ฉบับต่อเดือน จะเริ่มเห็นความคุ้มค่าชัดเจน เพราะเวลาที่ฝ่ายบุคคลประหยัดได้มีมูลค่าสูงกว่าค่าระบบ แต่มีอีกกรณีที่คุ้มแม้รับสมัครไม่มาก คือองค์กรที่รับตำแหน่งเดิมซ้ำ ๆ ทุกปี เพราะฐานข้อมูลผู้สมัครเก่าจะกลายเป็นทรัพย์สินที่ใช้ได้ทุกรอบ แทนที่จะต้องเริ่มหาใหม่จากศูนย์ทุกครั้ง
ข้อจำกัดของ ATS ที่ควรรู้ก่อนซื้อ
ATS ไม่ได้ทำให้ได้ผู้สมัครมากขึ้น เพราะจำนวนผู้สมัครขึ้นกับความน่าสนใจของประกาศและชื่อเสียงองค์กร ไม่ใช่ระบบที่ใช้รับใบสมัคร องค์กรที่คาดหวังผิดข้อนี้มักผิดหวังในเดือนแรก ข้อจำกัดที่สองคือการคัดกรองอัตโนมัติมีประโยชน์เมื่อเงื่อนไขชัดเจนอย่างวุฒิหรือประสบการณ์ แต่ตัดสินเรื่องความเหมาะสมกับทีมแทนคนไม่ได้ และถ้าตั้งเงื่อนไขแคบเกินไปจะคัดคนดีออกโดยไม่รู้ตัว ข้อที่สามคือระบบจะมีค่าก็ต่อเมื่อทุกคนใช้จริง ถ้าผู้สัมภาษณ์ยังคุยกันในแชทและไม่บันทึกความเห็นลงระบบ ข้อมูลจะไม่ครบและรายงานจะเชื่อถือไม่ได้ จึงควรตกลงกติกาการใช้งานให้ชัดตั้งแต่วันเริ่มต้น
เรื่องข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องระวัง
เรซูเม่คือข้อมูลส่วนบุคคลเต็มรูปแบบ องค์กรจึงต้องแจ้งวัตถุประสงค์การเก็บ กำหนดระยะเวลาเก็บรักษา และลบข้อมูลเมื่อผู้สมัครขอใช้สิทธิ์ ซึ่ง ATS ที่ดีควรมีฟังก์ชันเหล่านี้มาให้ตั้งแต่ต้น รายละเอียดหน้าที่ตามกฎหมายดูได้จากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
เลือก ATS อย่างไรให้เหมาะกับองค์กร
ระบบที่ฟีเจอร์เยอะที่สุดไม่ใช่ระบบที่เหมาะที่สุดเสมอไป เพราะฟีเจอร์ที่ไม่ได้ใช้กลายเป็นความซับซ้อนที่ต้องอธิบายให้ทุกคนฟัง คำถามที่ควรใช้คัดผู้ขายมีห้าข้อ
- หน้าจอที่ผู้สมัครเห็นใช้บนมือถือได้ดีแค่ไหน เพราะผู้สมัครส่วนใหญ่เข้ามาจากมือถือ
- ปรับขั้นตอนการสรรหาให้ตรงกับกระบวนการขององค์กรได้หรือไม่ หรือบังคับให้ใช้ขั้นตอนสำเร็จรูป
- ส่งออกข้อมูลผู้สมัครทั้งหมดออกมาเป็นไฟล์ได้หรือไม่ ถ้าวันหนึ่งต้องย้ายระบบ
- รองรับการลบข้อมูลตามคำขอของผู้สมัครและตั้งระยะเวลาเก็บรักษาได้หรือไม่
- ราคาคิดตามอะไร ตามจำนวนผู้ใช้ ตามจำนวนตำแหน่งที่เปิด หรือตามจำนวนใบสมัคร
ข้อสุดท้ายมีผลกับค่าใช้จ่ายระยะยาวมากที่สุด เพราะระบบที่คิดตามจำนวนใบสมัครจะแพงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าประกาศงานของคุณเริ่มได้ผลดี ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่คุณต้องการพอดี
เริ่มใช้ ATS ในองค์กรอย่างไรไม่ให้ล้ม
สาเหตุที่โครงการ ATS ล้มเหลวมักไม่ใช่เรื่องระบบ แต่เป็นเรื่องการเปลี่ยนวิธีทำงานของคน วิธีที่ได้ผลคือเริ่มจากตำแหน่งเดียวหรือแผนกเดียวก่อน ให้ทีมได้ปรับตัวและพบปัญหาในวงเล็ก จากนั้นค่อยขยาย และต้องกำหนดให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าตั้งแต่วันไหนเป็นต้นไปจะไม่รับใบสมัครทางอีเมลอีก เพราะถ้าเปิดสองช่องทางพร้อมกันไปเรื่อย ๆ ข้อมูลจะไม่ครบและรายงานจะใช้ไม่ได้ อีกจุดที่มักถูกมองข้ามคือผู้สัมภาษณ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ระบบน้อยครั้งที่สุดแต่ต้องบันทึกข้อมูลสำคัญที่สุด จึงควรทำให้การให้คะแนนใช้เวลาไม่เกินสองนาทีต่อคน ไม่งั้นจะกลับไปคุยกันในแชทเหมือนเดิม
ATS กับ HRIS ต่างกันอย่างไร
สองคำนี้ถูกใช้ปนกันบ่อยจนทำให้ซื้อผิดตัว HRIS คือระบบข้อมูลพนักงานที่ดูแลคนที่เป็นพนักงานแล้ว ตั้งแต่ประวัติ เงินเดือน วันลา ไปจนถึงการประเมินผล ส่วน ATS ดูแลช่วงก่อนหน้านั้นทั้งหมด คือช่วงที่คนยังเป็นผู้สมัคร จุดเชื่อมของสองระบบอยู่ที่วันที่ผู้สมัครตอบรับข้อเสนอ ซึ่งข้อมูลควรไหลจาก ATS เข้า HRIS โดยไม่ต้องพิมพ์ใหม่
องค์กรที่มีพนักงานไม่มากมักเริ่มจาก HRIS ก่อนเพราะเป็นงานประจำทุกเดือน แล้วค่อยเพิ่ม ATS เมื่อการสรรหาเริ่มถี่ขึ้น ส่วนองค์กรที่โตเร็วและรับคนตลอดเวลามักต้องการ ATS ก่อน สิ่งที่ควรตรวจไม่ว่าจะเริ่มจากทางไหนคือสองระบบคุยกันได้หรือไม่ เพราะการกรอกข้อมูลพนักงานใหม่ซ้ำสองรอบเป็นงานที่ไม่สร้างคุณค่าและเป็นจุดที่ข้อมูลเริ่มไม่ตรงกัน ถ้าสองระบบมาจากคนละผู้ให้บริการ ควรถามให้ชัดตั้งแต่ก่อนซื้อว่าเชื่อมกันอย่างไร ผ่านไฟล์หรือผ่าน API และใครเป็นคนรับผิดชอบเมื่อการเชื่อมต่อมีปัญหา
เริ่มต้นอย่างไร
ก่อนลงทุนกับระบบ ควรจัดหน้ารับสมัครของบริษัทให้พร้อมก่อน อ่านแนวทางได้ที่ หน้า Career Page ที่ดีเป็นอย่างไร จากนั้นดูฟีเจอร์และแพ็กเกจของเว็บไซต์จัดหางาน–สมัครงาน หรือถ้าต้องการเชื่อมกับระบบ HR เดิม ดูบริการเชื่อมต่อระบบและพัฒนา APIของเรา สิ่งที่ควรเตรียมก่อนคุยกับผู้ขายคือตัวเลขการสรรหาย้อนหลังหนึ่งปี ทั้งจำนวนตำแหน่งที่เปิด จำนวนใบสมัครที่ได้รับ และเวลาเฉลี่ยที่ใช้ปิดแต่ละตำแหน่ง ตัวเลขชุดนี้ทำให้ประเมินได้ว่าแพ็กเกจไหนพอดีกับปริมาณงานจริง และใช้เป็นฐานเปรียบเทียบหลังใช้ระบบไปแล้วหกเดือนว่าดีขึ้นจริงหรือไม่ องค์กรที่ไม่ได้เก็บตัวเลขก่อนเปลี่ยนมักตอบไม่ได้ว่าคุ้มหรือไม่ และจบด้วยการต่ออายุระบบไปเรื่อย ๆ ด้วยความเคยชิน แทนที่จะตัดสินจากผลลัพธ์จริง
SiamSoft